ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์

ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ : Medical Laboratory


    ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลบางปะกอก3 ได้การรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานจากสภาเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และการประเมินคุณภาพจากองค์กรภายนอก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึงบ่งบอกถึง คุณภาพและมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ ในสาขาดังต่อไปนี้


 1.สาขาโลหิตวิทยา

 2.สาขาเคมีคลินิก

 3.สาขาจุลชีววิทยา

 4.สาขาจุลทรรศนศาสตร์

 5.สาขาธนาคารโลหิต

 6.สาขาภูมิคุ้มกันวิทยา (HIV)

        

      ห้องปฏิบัติการ รพ. บางปะกอก 3 เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และบริการตรวจวิเคราะห์ทางด้านต่างๆดังนี้

1.  ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)  เป็นการหาปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดได้ เพื่อทราบความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงเช่นมีภาวะซีดหรือไม่ ความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวเช่นเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือไม่ หรือมีการอักเสบติดเชื้อในร่างกาย เป็นต้น


 2.  ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)  เป็นการตรวจหาภาวะเบาหวาน หรือ เริ่มมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเพื่อเป็นการป้องกันหรือเตรียมตัวก่อนจะเป็นเบาหวานได้  และในผู้ที่มีความเสี่ยงเช่นมีพันธุกรรมเป็นเบาหวาน


 3.  ตรวจหาระดับไขมัน (cholesterol/Triglyceride)  หากพบมีค่าสูงอาจมีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดหัวใจ หรือเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดอุดตัน หากทราบว่ามีภาวะไขมันสูงทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและออกกำลังกาย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงได้


 4.  ตรวจการทำงานของไต (BUN,Creatinine)  เพื่อดูภาวะว่าไตมีความผิดปกติหรือไม่ มีความเสี่ยงเป็นโรคไตหรือไม่


 5.  ตรวจหากรดยูริค (Uric acid)   เพื่อดูภาวะโรคเก๊าท์ ผู้ที่มีภาวะกรดยูริคสูง ควรควบคุมอาหารพวกยอดอ่อนของพืช หน่อไม้ เครื่องในสัตว์


 6.  ตรวจการทำงานของตับ (AST,ALT,ALP)   เพื่อดูภาวะว่าตับทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ มีภาวะตับอักเสบหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น จากยา หรือไวรัส เป็นต้น


 7.  ตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งชนิดต่างๆ (Tumor marker)   เพื่อทราบภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หรือมีความเสี่ยงจากพันธุกรรม  มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น


 8.  การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)   เป็นการหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ  การอักเสบหรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ


 9.  การตรวจอุจจาระ (Stool examination)  เพื่อหาพยาธิต่างๆ การติดเชื้อในลำไส้ เป็นต้น


 10.  การตรวจหาโรคติดเชื้อชนิดต่างๆ  เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์)  โรคไวรัสตับอักเสบชนิด เอ  บี และ ซี โรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เพื่อจะได้ทราบสภาพร่างกายและสามารถป้องกันไว้ก่อนจะติดเชื้อได้ เช่น การรับวัคซีน เป็นต้น


 11. ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TFT) เพื่อดูความผิดปกติของการทำงานของต่อมไทรอยด์ เช่น T3 T4 TSH FT3  และ FT4


 12.  การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตร  เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขอนามัยก่อนแต่งงานและมีบุตร และทราบปัจจัยเสี่ยงจากโรคพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย เพื่อหาทางป้องกันและดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ต่อไป


         

 

การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด


   1.  ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรดื่มสุราหรือมีความเครียดในช่วงที่จะทำการตรวจสุขภาพ กรณีใช้ยาควรแจ้ง   ให้แพทย์ทราบ เพราะยาบางชนิดอาจรบกวนการทดสอบได้


  2.  การงดอาหารก่อนเจาะเลือด (สามารถดื่มน้ำเปล่าได้)

         -  หากต้องการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารก่อนเจาะเลือด 8 ชั่วโมง

       -  หากต้องการตรวจหาระดับไขมันในเลือดร่วมด้วยควรงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมง


  3.  ควรใส่เสื้อที่พับแขนเสื้อขึ้นได้เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด และแขนเสื้อไม่รัดแน่นเกินไปเพื่อป้องกันการเขียวซ้ำจากการเจาะ


  4.  หลังเจาะเลือด ควรกดแผลที่เจาะเลือดไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหล ไม่ควรแกว่งแขน หรือใช้แขนนั้นถือของหนัก ระวังไม่ให้แขนเสื้อรัดแขนบริเวณที่เจาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเขียวช้ำ


  5.  หากมีอาการหน้ามืด วิงเวียน ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และนั่งพักสักครู่ ไม่ควรลุกขึ้นทันที

 

  6.  หากมีอาการเขียวช้ำที่บริเวณที่เจาะเลือด ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบในวันแรกเพื่อบรรเทาอาการและใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบในวันต่อมา เพื่อให้หายจากอาการเขียวเร็วขึ้น  ทั้งนี้อาการเขียวช้ำเกิดจากมีเลือดซึมใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่เลือดยังไม่หยุดไหลดีภายหลังการเจาะเลือด อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างกัน เช่น

        -  การไม่กดบริเวณที่เจาะเลือด

        -  การออกแรง เช่น หิ้วของ
 
        -  เส้นเลือดเปราะหรือแตกง่าย เป็นต้น

 

 

ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ : Medical Laboratory

แพคเกจและโปรโมชั่น